Mahabharata

posted on 13 Jul 2009 00:15 by mizzpearl

Hi guys! I'm on a new mission at the moment. Actually, same old same old task. I have to edit/review the translation of the 'Palace of Illusions'. Now that I've done some research on it, I've started to feel better and I'm proud to make a contribution. But I still insist that I don't like editing or checking the translation. It's the most boring job ever!

At first, I only knew that it's a retelling or condensed version of an old epic story, but I didn't pay much attention. Well, if it was other people, they would have known right away that this is something very important. When Miss Boss appointed me for this task, I was editing 'Haroun and the Sea of Stories', another Indian magical realism by Sir Salman Rushdie. The language was full of pun, and the story was so imaginative. I devoted all my abilities that book, because I loved it so much. But I had to give 'Haroun and the Sea of Stories' to someone else because Miss Boss wanted me to switch to the 'Palace of Illusions'. This upset me, but yeah, I'm okay with it now. 

Salman Rushdie

Before we go into more details. I just want to talk about this first and we'll go back to the Mahabharata later. Some of you might have already known that Sir Salman Rushdie is a famous British Indian author, who's been on the run for most of his entire life. He wrote a book called "The Satanic Verse", which featured the Islamic group and Pakistan. What happened was this satanic book of his seems to have hurt a lot of Muslims' hearts, so the government banned the book, exiled him, and issued the FATWA. Okay, I think I've given enough information why he's always on the run. 

Here is the thing about Rushdie. This old uncle is good at inventing beautiful prose, weaving the most complex tales imaginable, and also insulting the world with his honesty or sometimes jokes, which at times I still found them very funny. However, I guess there're a lot of people who don't find them funny but rather insulting. So be careful, when you choose his works at the book store. Your eyes might be concentrating on the book, and the next minute you lifted up your head, there might be gun pointing at your temple. I'm just scaring you away hehehe. Sorry, I was only joking.  

All of his published works are great though. I haven't read all of them, but I determine to read every single one of them, including the evil one he wrote. Just want to warn readers that if you ever had a chance to read his works, try to be open. Think of his writing as a work of fiction. This old man is accounted for his magical realism style. So, we all know that the places and the background are true, but the storyline isn't. Try not to get angry, just laugh at his perspectives. If you're a Muslim and you consider yourself a religious type, then you should avoid reading this author's works. I'm a hundred per cent sure that his writing would anger you.

Mahabharata 

อ่านมหาภารตะไปสองเล่มแล้ว เล่มนึงของอาจารย์ กรุณา อีกเล่มเป็นของคนอินเดียย่อ ตอนนี้กำลังอ่าน 'ภารตวิทยา' หมดสามเล่มนี้ก็จะ research เพิ่มอีกนิดหน่อยเกี่ยวกับเรื่อง Sanskrit literature แล้วก็จะเริ่มอ่านต้นฉบับและลงมือแก้ไขทันที เหอๆๆอ่านหนังสือสามสี่เล่มเพื่อเรียบเรียงหนังสือเพียงเล่มเดียว -_- โอ้ชีวิต

จะบอกว่าน่าเสียดายมากที่หนังสือของอาจารย์กรุณาไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควรในปัจจุบัน อาจจะเป็นเพราะเก่ามากแล้ว ตอนไปตระเวนหาซื้อพนักงานเข้าไปค้นหาหนังสือเล่มนี้นานมาก ต้องมีอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง คงจะเอาไปหมกไว้ที่ไหนสักแห่งในร้าน พอได้พลิกอ่านดูแล้วก็เห็นป้ายที่หน้าปกก็แอบอึ้งๆไป ว่าหนังสือ 'ภารตะวิทยา' เล่มนี้เป็นหนังสือที่ได้รับการยกย่องว่า เป็น 1 ใน 100 ที่คนไทยควรอ่าน แต่กลายเป็นว่าไม่ค่อยมีใครรู้ แล้วหนังสือก็ไม่มีวางขายด้วยซ้ำ โทรศัพท์ไปสองสามสาขาได้กว่าจะเจอร้านที่มีของ  

หนังสือดีมากๆเลยนะคะ มันจะเป็นที่น่าเสียดายมากถ้าคนไทยไม่ได้อ่าน ถ้าใครว่างๆลองไปหามาอ่านดูนะ ถ้าใครไม่ชอบอ่านหนังสือแนวสารคดีแนะนำให้อ่าน มหาภารตะยุทธ์ รับรองว่าสุดยอด แป๊บเดียวก็อ่านจบ เพราะอ่านแล้วจะติดมาก สนุกกว่า Ramayana ในหนังสือของอาจารย์กรุณาท่านก็มีกล่าวถึงว่า มหากาพย์สองเรื่องนี้เป็มหากาพย์ที่เก่าแก่และโด่งดังที่สุดของชาวอินเดีย แต่ว่า Ramayana เป็นที่รู้จักมากกว่าในประเทศไทยเพราะถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตร ซึ่งถ้าถามความเห็นเรานะ...ผิดมหันต์ เพราะว่ามหาภารตะสนุกกว่ามาก แล้วก็สอนดีมาก คิดเลวๆ (ดังๆ) ก็ต้องบอกว่าพระเอกและผู้ชายในเรื่องนี้แมนกว่าพระรามเยอะอ่ะ บุรุษก็เป็นบุรุษ สตรีก็เป็นสตรีอย่างแท้จริง คิดยังไงก็ยังคิดไม่ออกว่าทำไมไม่บรรจุในหลักสูตร ยกเว้นเรื่องเดียว อันนี้แค่ทายนะ...สงสัยคุณครูคิดว่าไม่เหมาะสมเพราะว่าในเนื้อหามี sexual content ปะปนอยู่ด้วย แต่จริงๆแล้ว Ramayana ก็ไม่ได้เรียนทั้งหมดทุกตอน เรื่องนี้ก็เหมือนกันของจริงยาวตั้ง 100,000 โศลก ยาวกว่า Ramayana อีก ก็ตัดๆเอาตอนที่ไม่มี...มาสอนก็ได้นี่นา แต่เอาเหอะ...โม้อย่างเดียว ไม่เขียนเรืื่องย่อเพราะว่าสะกดชื่อตัวละครยาก เขียนไม่เป็น ขี้เกียจเปิดหนังสือเทียบ ใครสนใจลองไปหามาอ่านดูละกันนะ :) 

Here is the proof that our language, our religion, and our way of life are influenced by the Indians. Read the 'Mahabharata' and you'll understand yourself and your predeccessor better. Enter the land of lotus where you'll learn to forgive, be the master of yourself, and live your life righteously.    

รีวิว Sony Reader

posted on 09 Jul 2009 02:04 by mizzpearl

เอาเรื่องที่สัญญาไว้ก่อนแล้วกันนะ ชีวิตส่วนตัวไว้ที่หลัง (ไม่มีใครสนจายยฮ่าๆๆ) เรื่องที่ไม่ได้สัญญาก็ไว้ที่หลังอุอุ

Review: Sony Reader ตามสัญญา (นานจนลืมละ)

Pros 

มันก็ดีที่ใส่ .pdf ได้เยอะ แต่เอาจริงๆเลยเราว่าเทคโนโลยีตัวนี้ยังพัฒนาไปได้อีกเยอะ ตอนนี้ต้องพูดว่า effective แต่ว่าไม่ efficient ในแง่ของวัตถุประสงค์ในการใช้งานต้องยอมรับว่ามันเป็นเครื่องมือที่ให้ความสะดวกจริงๆ เพราะว่าสามารถพกพาหนังสือหรือต้นฉบับได้ทีนึงเป็นร้อยๆเรื่อง จะเปิดดูตอนไหนก็ได้ (ตราบใดที่มีแบตอ่ะนะ) ปิดไฟอ่านก็ได้

ต่อๆ ข้อดีมีไรหว่า...เอ่อก็ปรับขนาดตัวหนังสือได้ take note เปิดไฟเพิ่มความสว่างขณะอ่านได้ ฟังเพลงได้ แต่ว่าไม่เคยใส่เพลงนะ ขอไม่เม้นเรื่องนี้ จะเม้นอีกทีถ้าเกิดว่ามีโอกาสได้ลองเอา audio book มาใส่นะคะ 

Function ที่ดีมากตัวนึงของเครื่องก็คือสามารถ search หาข้อความที่เราต้องการจะหา แล้วก็มีบันทึกข้อความ ระบุเลขหน้าที่ต้องการจะข้ามไปอ่าน หรือรอยพับมุมหนังสือเพื่อเป็นสัญลักษณ์ 

Cons 

เอาจริงๆเลยต้องบอกว่าเครื่องค่อนข้างช้า ระบบหน้าจอสัมผัสที่ทำจำลองกระดาษสามารถเอามือถูเพื่อเปลี่ยนหน้าได้ แต่จะบอกว่าถูกันขี้ไคลม้วนเป็นขี้ยางลบเลยนะเคอะ เพราะว่ามันต้องถูหน้าจอแรงๆ ไม่งั้นก็จะไม่เปลี่ยนหน้า สรุปว่ากดปุ่ม backward/forward เอาแหละง่ายดี เพราะว่าถูไปมันก็เหมือนเอานิ้วถูกับจอแบนๆเย็นๆ ไม่เหมือนหนังสือหรอก 

ไอ้เรื่องแบตนี่ก็เหมือนกันเป็นข้อเสีย ตรงที่ว่าถ้าอยากสบายต้องซื้อ ac adaptor ต่างหาก ไม่งั้นก็จะต้องซวยชาร์จแบตกับคอม แล้วจะบอกให้ว่าใช้เวลาแค่ชาติเศษๆเองกว่าแบตจะเต็ม เปิดมาแบตก็ไม่ค่อยทนเท่าไหร่ ชั่วร้ายจริงๆ ซื้อของตั้งแพงกะอีแค่ wall charge อันเดียวก็ให้กันมิได้ แต่ก็ช่างเหอะถ้าไม่เห็นแก่ตัวทำของมาเพื่อ serve ของยี่ห้อตัวเองอย่างเดียว จะเรียกว่า sony ได้ไง เฮอะ!

อีกเรื่องก็คือ...เครื่องช้ามาาาาากถ้าเกิดว่าไฟล์ที่ใส่มีขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้นถ้าอยากอ่านแล้วเร็ว เปลี่ยนหน้าแล้วไม่สะดุดก็พยายามทำไฟล์ให้ขนาดเล็กเข้าไว้ เอาแค่มองเห็นก็พอ เพราะว่าสุดท้ายพอเปิดออกมาจอมันก็เป็นขาวดำอยู่แล้ว แถมความเข้มของตัวอักษรก็เป็นสิ่งที่ปรับไม่ได้ มันเข้มสุดแล้ว แต่ก็ยังแอบจืดอยู่ดี ซึ่ง reviewers ส่วนใหญ่บ่นกันเยอะว่ามันจางไป ซึ่งอันนี้พิสูจแล้วด้วยตนเอง จริงค่ะ จริง

ถามว่าทำไมไม่ efficient อืมมมก็อย่างที่บอกมาทั้งหมดแหละค่ะ มันยังมีข้อบกพร่องหลายๆอย่าง บางอารมณ์ก็ hang โง่ไม่น้อยไปกว่าคอมเน่าๆเครื่องนึงเลยล่ะ หุหุหุ ด่าซะขนาดนี้ละ -_-" ถามว่าไม่มีมันได้มั้ย ไม่ได้ค่ะ มันจะช้าแค่ไหนก็ต้องยอม เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะพกหนังสือเป็นสิบเป็น้อยเล่ม 

สรุปให้สั้นๆถ้าใครหวังว่า Ebook Reader จะเหมือนหนังสือจริงเราคิดว่ารอไปก่อนนะจ๊ะ เพราะว่าคงอีกนานเลย หนังสือเหล็กยังไงก็คือหนังสือเหล็ก ความหนักก็ไม่เท่ากัน เวลาอ่านก็ต้องอ่านทีละหน้า เหมือนอ่านทุกอย่างบนหน้ากระดาษขนาด A5 ตลอดเวลา น่ะ

Wish List 

คนเราก็นะ...ไม่วาย มีของใหม่อยากได้อยู่เสมอ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าต้องได้มาหรอกนะ เพราะว่าบังเอิญเป็นคนงก ตระหนี่อภินิหาร แค่เม้าท์ให้ฟังเฉยๆว่าอยากได้อะไร เหตุมันล้วนแล้วเพราะอยากได้ privacy

MacBook Air มี MacBook Pro อยู่แล้วจะเอาอีกไปทำไม ก็...อยากได้เครื่องที่เราใช้คนเดียวอ่ะ เครื่องของที่บริษัทออกให้ สุดท้ายทุกครั้งมีงานเร่งก็ต้องแบ่งให้คนอื่นใช้อยู่ดี ของรก มีทั้งของเรา และของเพื่อนร่วมงาน อยากมีพื้นที่ส่วนตัว แต่จะให้ซื้อ MacBook Pro อีกเครื่องไม่มีปัญญาหรอก แพงเกิน อีกอย่างมันหนักด้วย หวังแค่ MacBook Air ก็แล้วกัน คิดว่าจะไปเอาเครื่อง MacBook เครื่องเก่ามาใช้ หลงดีใจมาเกือบสองปีว่าได้ตัวได้ใช้คอมใหม่ ที่ไหนได้...

iPhone 3GS (ถ้ามันดี) ก็อีกอ่ะมี BB อยู่แล้วจะเอา smart phone สักกี่เครื่องกัน เหมือนเจ็บใจ iphone 3G น่ะ ก็มันห่วยแล้วเราไม่รู้ แม่ได้มาเป็นของขวัญ เค้าขอแลกกับรุ่นแรก ก็เลยแลก เพราะว่าคิดว่ามันคงเหมือนๆกันแหละ ไงล่ะๆ ไม่เห็นเหมือน ห่วยมาก ทุกวันนี้มีไว้ก็ไม่โทรออก คิดดู โทรก็ไม่โทร เพลงก็ไม่ฟัง หนังก็ไม่ดู มีไว้แค่ถ่ายรูป ดู contact จดโน๊ต อนาถ อยากขายทิ้งด่วนๆ เห้อ...ไอ้เรื่องอยากซื้อ 3GS นี่พูดไปงั้นอ่ะตังค์ไม่มี ไว้รอมีเงินก่อนละกันค่อยว่ากันอีกทีว่าจะขายเครื่องเก่าทิ้ง เหตุผลก็ตามเดิม...อยากมีพื้นที่ส่วนตัว BB มีแต่งานของบริษัท บางทีก็ต้องเปิดให้คนอื่นดู อยากมีที่ของตัวเอง แต่เอาแบบที่มันใช้การดีดีหน่อยนะ ไม่ใช่เน่าๆแบบ iphone 3G อันนี้มันมีแต่พื้นที่จริงๆ 16gb ที่แทบไม่ได้บรรจุอะไรเข้าไปเลยยยยยย 

ชีวิตมีความลับอะไรนักหนาถึงอยากได้ privacy ซะขนาดนี้? เอาจริงๆเลยไม่มี แต่ไม่ชินมากกว่า เพราะที่ผ่านมาเคยชินกับการใช้ข้าวของคนเดียวไม่ต้องแบ่ง ไม่ต้องโชว์ใคร ทุกวันนี้อีเมล์แม่ก็มายืนจ้อง มานั่งอ่านด้วย คอมก็ต้องแบ่งกันใช้ อยากมีพื้นที่ที่เราสามารถจัดระเบียบเองได้  

Manicure/Pedicure (Being natural again!)

วันนี้ไปเอา Acrylic nail ออกเพราะว่ามันน่ารำคาญ เข้าไปทำอย่างเสียไม่ได้ ปกติมีร้านประจำอยู่แล้ว แต่ว่าอันนี้เดินผ่านที่สยามแล้วมันรำคาญมากไม่มีเวลา เล็บมันยาวก็เลยเข้าไปถอดทิ้งหมดเลย ไม่อยากทำเล็บแล้ว ขี้เกียจ ทำที 3 ชั่วโมง เดือนนึงค่าทำ 4000 (นี่ราคาลดแล้วนะ) เลิกเหอะ เปลืองตังค์ แถมทำแล้วมี commitment ต้องคอยไปทำไปต่อเรื่อยๆ เราไม่ชอบ ไว้ค่อยไปทำวันหลังละกัน

จะบอกว่าร้านที่เข้าไปทำวันนี้นะ...ดูไม่สะอาด แล้วก็ไม่สะอาดจริงๆอ่ะ เราไม่เลือกร้านไงเดินผ่านแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าอยากทำก็ทำเลย หน้าตาร้านก็ตามมีตามเกิด ช่างก็มีจำนวนจำกัด แบบว่าผลัดไปผลัดมา ช่างคนเดียวทำ 6 เท้า อะไรแบบนั้น แต่ตอนที่เราเข้าไปมันไม่มีคนอ่ะ กะว่าถ้าเค้าบอกว่ารอเราก็ไม่ทำ แต่เค้าบอกว่าทำได้เลยก็เลยทำ แต่ช่างก็มารยาทดีมากนะจะบอกให้ แค่ว่าสตรีท่านใดอยากทำเล็บ เราว่าไปทำที่อื่นเหอะ ร้านนี้...ทำแล้วมันเละเทะมากมาย ก็ว่าอยู่แล้วเกิดมาพึ่งเคยเจอถอดเล็บอะไรวะ 500 ปกติที่เคยเห็นมันต้องมี 1000-1200 เพราะว่ามันใช้เวลานานกว่าจะถอดเสร็จ ถอดไม่ดีหน้าเล็บก็เจ๊งอีก (เจ๊งแล้วด้วย) แต่ร้านนี้สามารถถอดเร็วและเละไปหน่อย ไม่ใช่หน่อยอ่ะ เละมาก หน้าเล็บบางจนกลัววววว 

ที่คันปากอยากจะแขวะนี่ไม่ใช่เรื่องช่างทำเล็บหรอก อยากแขวะคนที่เข้ามาร้านนี้มากกว่า แปลกมั้ย ร้านที่หน้าตาแย่ๆขนาดนี้ คนที่เดินเข้ามาทุกคนเป็นคนไทยที่พูดภาษาอังกิดกันหมดเลย แล้วแถมยังทำมารยาทไม่ดีด้วย เวลาพูดไทยกับช่างทำเล็บนี่น่าเกลียดเหลือทน เวลาพูดกันเองก็ทำเป็นไฮโซ เบื่อพวก poor english ติด heavy accent ที่ชอบทำเป็นอวดว่ะ ทำเป็นพูดกับคนอื่นเค้าไม่ดีๆ เราเป็นช่างทำเล็บจะเอาน้ำล้าง teen นี่แหละราดหัว เผื่อจะพูดอังกิดชัดและมีมารยาทให้มันมากกว่านี้หน่อย ขอบอกว่าแย่ๆๆๆ แล้วแต่ละคนก็นะ...มีแต่พวก wannabe พยายามทำท่าประหนึ่งเป็นลูกท่านที่ไหน อยากบอกว่า...ถ้าคนเค้าเนี๊ยบจริงเค้าไม่มาร้านนี้กันหรอก แล้วก็ไม่แต่งตัวหรือแสดงมารยาทแบบไม่ได้รับการอบรบแบบนี้ด้วย กำพืดจริงเป็นเช่นไรจะแสดงออกมาให้โจ่งแจ่งกว่านี้เลยก็ได้นะฮ่าๆๆ ไม่จำเป็นต้องพยายามเสแสร้งแกล้งไฮโซหรอก ร้านมันแคบคุณพูดไรกันได้ยินหมดแหละ 

อ้อ...ไปวันนี้ทีเดียวแล้วก็ต้องพูดว่า...สิ่งที่แม่เลือกให้มักจะดีที่สุดแล้วล่ะ แม่บอกอยู่เรื่อยว่าคนที่อายุน้อยกว่ามักไม่ค่อยรู้ว่าสิ่งไหนดีที่สุด (แต่เข้าใจผิดไปเองว่าตัวเองฉลาดและเลือกเก่ง) พึ่งจะประจักษ์ก็วันนี้แหละ ถ้ามีต้องทำเล็บอีกก็คงยอมจ่ายแพงเหมือนเดิมดีกว่า เพราะว่ายังไงก็คือร่างกายเราอ่ะนะ ควรจะลงทุน เพราะถ้าเป็นไรไปนิดๆหน่อยๆก็ไม่คุ้ม แล้วมันก็ไม่คุ้มเลยต้องไปนั่งในที่ไม่สะอาด นั่งฟังคนพูดจาห่วยๆมารยาทแย่ๆ แล้วยังต้องรับกรรมเลี้ยงเล็บอีกนานเลยจนกว่าเล็บจะดีขึ้น พึ่งจะรู้นะเนี่ยว่าถ้าเล็บเราบางเจี๊ยบทั้งมือมันจะรู้สึกแย่มาก แค่พิมพ์คอมก็เจ็บแล้วอ่ะ ต้องคอยระวังฉีกเข้าเนื้อ ดูแล้วอันตราย พารานอยอีกแล้ว เห้อ... 

P.S. ถ้าไปคลุกคลีแถวสยามบ่อยต้องกลายเป็นคนปากเสียด่าคนอืื่นมากกว่านี้แน่ๆเลย กร๊ากๆๆ 

P.S. เบื่องาน เบื่อมาก ถึงมากที่สุด เบื่อชีวิต เบื่อสภาพ โค่ดเซ็ง ไม่รู้จะบรรยายยังไงดี เหนื่อยมาก แหวะๆๆๆๆ 

 

NDS Lite and Sony Reader

posted on 03 Jun 2009 00:58 by mizzpearl

Sony Reader (รีวิวบ่น รีวิวเก๊ ไม่ดิ จริงๆแล้วไม่ใช่รีวิวซะหน่อย) 

จริงๆอยากเขียน review เกี่ยวกับเครืื่อง sony reader เพราะบริษัทกำลังจะซื้อให้เครื่องนึง ศึกษาไปเยอะพอสมควร แต่ยังไม่มีโอกาสสัมผัสของจริง ประมาณอาทิตย์หน้าถึงน่าจะได้ลอง แล้วจะมาเขียน review อย่างแน่นอนค่ะ บางอารมณ์ก็ตื่นเต้น บางอารมณ์ก็ขมขื่น เห่อของได้ไม่เต็มปอดเล้ยย แค่คิดว่าแกจะทำให้ช้านงานเยอะขึ้นก็จุ๊บแกไม่ลงซะละไอ้เครื่องบ้าบอทั้งหลายอุอุ 

ทำงานตำแหน่งเรานี่เหมือนจะดีที่ได้ทดลองอุปกรณ์พวกนี้อยู่เรื่อย แต่จริงๆแล้ว...ทรมานตนเองโค่ด กระเป๋าใส่ของก็ไม่พอ ผู้หญิงก็ต้องหิ้วกระเป๋าถือเล็กๆน่ารักๆสิ แต่ไหงเป็นงี้อ่าาา โชคชะตานำพาให้ต้องเป็นบ้าหอบฟางอ่าาา กระเป๋าถือยัดของพวกนี้ไม่พอแล้วอ่าาา นึกไม่ถึงว่าชาตินี้จะกลายเป็นมนุษย์ gadget ไปได้ เหมือนผู้ชายเลย ผู้หญิงกับ gadget ไม่ค่อยเหมาะกันนะ female geekนี่มันดูมิน่ารักเอาซะเลย แล้วเราก็ไม่ได้สันทัดเรื่องพวกนี้เลย ต้องคอยถามชาวบ้านเป็นกาฝากอยู่ร่ำไป เพราะว่าตัวเองเขลาซะเหลือเกิ๊น ทำเองไม่ค่อยเป็น แต่ก็ซวยที่หน้าที่การงานมันก็บังคับให้ต้องมี เห้อ สรุปผู้หญิงโง่คอมนี่ถือเป็นเรื่องที่โฉดเขลามาก ทำไมพระเป็นเจ้าไม่อำนวยพรหนูเลยยยยย ฮือๆ (ตามเคย มีอะไรกุโทษพระเจ้าไว้ก่อน จะว่าไปแล้วพระเป็นเจ้าก็ใจดีเหมือนโดราเอม่อนน่ะแหละ ขอๆไป ร้องไห้บ้าง วีนๆบ้าง ผสมๆกัน สุดท้ายท่านก็อาจจะ answer my prayer กร๊าาาก)

ตอนแรกก็คิดว่า Kindle DX อ่ะน่าจะดี รู้อยู่เต็มอกว่าอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา คือ blackberry กับ e-book reader ใจนึงก็อยากได้เพราะรู้ว่ามันทุ่นแรง รู้ว่ามันสร้างโอกาสและเอื้ออำนวยต่อธุรกิจที่ทำอยู่แบบสุดๆ ถ้าใครทำอาชีพเรา แล้วสติยังดีอยู่ก็ไม่มีทางที่จะไม่ซื้อ ถ้าไม่ใช้เราจะเสียเปรียบอย่างร้ายแรง เพราะprocessการทำงานมันเป็นเช่นนี้เอง แต่เราก็แอบเห็นแก่ตัว ขี้เกียจ ไม่อยากรับผิดชอบ ไม่อยากให้อะไรมันตามถึงตัว หรือว่าเราไปอยู่ติดกับมันทั้งวี้ทั้งวัน นึกแล้วก็ใจหาย...จะมีไอ้บ้านี้เพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว -_-" อุปกรณ์เสริมมันเพิ่มทุกวัน เครียดจริงๆ เห้อ...ธุรกิจครอบครัวก็เป็นอย่างนี้เองสินะ อัดฉีดลูกหลานอย่างสะใจ ถ้าวันนึงมีผ้าอนามัยที่สร้างโอกาสทางธุรกิจได้ เราต้องมีมันอยู่ในครอบครองแน่ๆ hooray!!

Nintendo DS Lite 

 

เอาเหอะว่าด้วยเรื่องสนุกๆดีกว่า ช่วงนี้กำลังบ้าเล่น NDS Lite ทั้งบ้าน แม่เคยซื้อให้ตอนมันออกใหม่ๆตั้งนานแล้วอ่ะ ตอนนั้นยังเรียนหนังสืออยู่ แต่คนอื่นยืมไปทำพังแล้วก็ไม่คืนด้วย แล้วมันก็ไม่บอก ทวงเท่าไหร่ก็ไม่คืน ก็ไม่เป็นไร ซื้อใหม่ก็ได้ แต่โทษที่แกทำให้ช้านไม่ได้เล่นเกมส์ที่แม่ช้านซื้อให้มาเป็นปี และแกไม่รับผิดชอบเนี่ย...ชาติหน้าแกก็แค่ต้องมาเป็นทาสรองมือรองteenช้านก็แค่นั้นแหละ คิกๆๆ (แค้นฝังลึก)

เอ่อ...ตอนนี้ทำงานแล้ว ก็เลยซื้อให้แม่ด้วยเครื่องนึง เพราะว่าแม่ชอบเล่นเกมส์ ต้องบอกว่าบ้าคลั่งมาก สมัยแม่เป็นนักเรียนเป็นเจ้าแห่งตู้เกมส์ arcade ทั้งบ้านเราเล่นเกมส์ห่วยสุด นึกแล้วก็น้อยเนื้อต่ำใจ ชิชะ! เล่นได้สองนาทีก็มีอันเป็นไป ก็เลยชอบเล่นเกมส์พวก puzzle ตัวต่อโง่ๆเหมาะกับซอลที่ซู๊ด ตอนนี้กำลังจะไปหัดเล่นเกมส์ปลูกผักเพื่อเสริมสร้างความรักธรรมชาติในจิตใจละ:p

เกิดมาทั้งชาติไม่เคยเล่นเกมส์อะไรเคลียร์ทั้งนั้น มีความจำเป็นต้องเล่นเกมส์เด็กเล็ก เกมส์ปัญญาอ่อน เกมส์น่ารักๆ ชั่วชีวิตนี้ถือเป็นปมด้อยรองจากเรื่องขาสั้นขาใหญ่เลยนะ เอาเหอะยังไงก็ยังพอมีความสามารถพิเศษเรื่่องเกมส์อัดๆทุ่มๆ พวกเกมส์ต่อสู้ Taken อะไรแบบนั้นอ่ะ สามารถ ชนะชาวบ้านได้อยู่แค่เกมส์เดียว วิทยายุทสูงส่ง trickนี้เทพที่สุดละ "กดมั่วจนตัวรอด กดมั่วเพื่อชัยชนะ" เอาเหอะ เอาเป็นว่าเรามีชีวิตการเล่นเกมส์ที่น่าอัปยศมาก เพราะว่าแพ้ทั้งบ้านมาโดยตลอด แต่ไม่เป็นไร ตัดสินใจแล้วนะเคอะ พึ่งบอกแม่ว่า...แม่หนูพึ่งตัดสินใจที่จะบ้าเล่นเกมส์กดตอนอายุ 23 (ผิดวัยร้ายแรงอยู่)

แอบเสียดายนิดหน่อย จ่ายตังค์ซื้อ 3 เครื่องเพราะอยากเล่นพร้อมกันทั้งบ้าน เครื่องนึงมันตั้งห้าพันกว่า ก็เลยไม่ได้ซื้อรุ่นใหม่ที่มีกล้อง เห็นร้านบอกว่าเกมส์ใหม่ๆจะต้องใช้กล้อง แต่เราก็นะ...ถ้าซื้อรุ่นใหม่มัน 8500 จ่ายมะหวาย คงได้สนุกอยู่คนเดียว ไม่มีคนเล่นด้วยเลยเอารุ่นเก่าละกัน ไว้เดี๋ยวอันนั้นราคาลง พวกเราเล่นอันนี้กันจนเบื่อแล้วค่อยขายทิ้งไปซื้อใหม่ มั่นใจว่าคงขายได้เพราะของเราไร้ริ้วรอยอยู่แล้ว เป็นโรคหวงสมบัติ

Not so Comfy Around Here!

Feel like I'm running away from something. Yeah, actually I am. Feeling sure does its work. I am now practically running away. One of my best friends from middle school called several times but I didn't pick up the phone. She shot me tons of questions about her sister, whom I barely know. Family issues should not involve an outsider like me. I don't wish to interfere or intrude their privacy, even if they want me to. I have no rights to do so. This is too big. The issue is so serious. Of course, I pay sympathy to people, especially my loved ones. But this time I just can't do it. I can't be responsible for other people's feelings or future.

I can be a good listener or supporter, but I'm not willing to go too far. I have my own worries and issues like everyone else, but I have to confront it on my own or with my family members. I can't drag other people into my personal mess. Every family does have its own problems.

She tried to apologise cause she knew that their questions were beyond my help, but her mum forced her to. I grew uncomfortable around them. I know she needed my help but I couldn't possibly do what she wanted me to do. I feel terrible. What am I supposed to do? 

p.s. สมัยนี้เป็น publisher มีแค่ แว่นตา ปากกา กระดาษ ไม่ได้แล้ว

p.s. วันนี้ไป Central Chidlom กับแม่ เพราะว่าแม่เอาเสื้อผ้าไปเปลี่ยนที่ DKNY แล้วก็ไปกินสุกี้ที่สยาม แค่นี้ก็เหนื่อยละอากาศไม่ค่อยดี -_-" อาการป่วยกำเริบอีกตามเคย

 

edit @ 3 Jun 2009 02:36:32 by Mizzpearl

edit @ 3 Jun 2009 02:46:10 by Mizzpearl