Review Bloggie

posted on 24 Feb 2010 00:09 by mizzpearl

ที่จริงอยากจะเม้าท์เรื่อง จามอง ซะหน่อย อุตส่าหาข้อมูลไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้วอ่า แต่ว่าไม่รู้ไปพิมพ์เก็บไว้ที่ไหน เดี๋ยวค่อยกลับมาเล่าทีหลังละกานนะ ^__^

Wednesday 

I've been to The Mall Bangkapi today on my own. No, I lied. Na Taweep, our driver drove me there. Let's skip this bit for the time being.

The most exciting part took place at Sony store, where I picked up my Bloggie! My sis booked and bought it for me. How lovely! I'm so grateful. My birthday is coming soon, and I get a present almost a month in advance? We're all going to be damn busy during the fair. Nobody will have time to go look for a present for me then. No birthday party for me as well, but that's okay. I'm planning to celebrate my birthday elsewhere in April anyway.  

Back to the bloggie, I got the eggplant one because the white one might turn yellow (the sony guy told me), if I didn't take care it well enough. My sis sure booked the right colour for me. I still really like the white one though:p

I haven't tried uploading any video clip nor did I try transferring any still photo yet, but I know that it's fun to use. I only recorded my nanny sitting in front of the tv for a few minutes, and a couple of pictures of me - bad shots. We also tried the 360 degree lens that comes with the camera. It's cool, but I can tell that one shouldn't expect much from the footage.

This camera will be a great fun, if you can put up with the abesence of white balance. Also, it doesn't work well in low light. It's very light and easy to use, and if you want to improve your footage, then I don't see any options but get it done in the post-production process. Honestly, I don't think most of the people who bought or ever considered buying this camera would be interested in video editing. From my understanding, Bloggie is designed for bloggers or for those who have limited times. If you have time, money, and editing skills then that's certainly another story. May I suggest you get a better camera.

For me, the HD quality doesn't mean much if the image is ugly, and this HD camera definitely produces hedious shots of me lol. BUT I don't care cause there're plenty of software to fix that up. Please don't take it the wrong way tho, I can't fix my innate ugliness. That's what we call genetics but to be more specific, I can improve the colour and everything by using the photo editing software.

That's all I have to say about the camera. Let's tie this up with the beginning. You know what, I'd been there with Na Taweep, but I came home alone in a cab. I tried calling him about a hundred times, but his phone had so signal. Stupid Hutch! 

Well, I'm a big girl now. I'm so proud of me, I've learnt to travel by myself (at the age of 23?) Hoorayyyyy! 

A Little Lonely but a happy journey:)

Thursday

You know I feel that I have to tell this to you guys, unless I'd die. So please, spare me and listen to my crap:p The Time Travel's Wife has been a big hype for like...well since 2004 or maybe 2005. I've known this book for a long time and have always wanted a copy. BUT I never bought it. Until Rachel McAdams appeared on screen with Eric Bana. I was so determined to see the movie but I didn't have time.

Also, I have a very strict rule that I will not see the movie until I finish up the novel. This rule doesn't neccessarily apply to all tie-ins tho. So what now? Hehehe I finally sat down and downloaded bittorrent! I got audiobook, ebook and high quality movie, ripped from the dvd. Naughty me.

I tried converting the e-book into pdf file but it didn't quite work on my sony reader. In the end, I got tired and bored of it, so I went out to buy an original copy from Kinokuniya. See? Sometimes piracy just doesn't help. Alas! What a waste of energy.

Btw, you might be wondering why I have to have The Time Traveler's Wife in every format. The answer is very simple: I know that I will enjoy all of them. I'm a collector who always feel that I have the right to download bittorrent cause in eventually I'll always purchase their super legal products lol.

Seriously, I don't suggest anyone to indulge into this habit, because it's time-consuming and can be horrible for others who have to share the Internet connection with you. You might as well tickle the nerves of the people who live in the same household:p

Friday

ปกติเราไม่ชอบเรื่องน้ำเน่านะ แต่ว่าเรื่องที่จะเล่าเราว่ามันค่อนข้างน้ำเน่าแหละ แต่ก็เอาเหอะมันเป็นเรื่องที่คาใจ รู้สึกผิด และทำให้เป็นกังวลมานานๆๆๆ

เราไม่เคยไปเยี่ยมมิสประจำชั้นตอนเด็กๆที่โรงเรียนนานมากแล้ว เน้นว่ามิสประจำชั้นตอนเด็กๆ ไม่ได้แปลว่าจะว่างไปเยี่ยมครูทุกคนหรอกนะ บางคนเราไม่เคารพน่ะ เหอะๆ เอาเป็นว่าไม่ได้ไปนานมากเพราะว่าที่บ้านมีปัญหาบ้าง งานยุ่งบ้าง ติดแฟนบ้าง สารพัดเหตุผลที่จะนำมาอ้าง มีแต่มิสเป็นฝ่ายโทรมาเพราะได้ยินข่าวว่ากลับมาแล้ว พอบอกมิสว่าจะมาอยู่ไทยถาวรแล้ว จะนัดเจอกันแล้วเราก็ไม่ว่างเจอจนได้เจออีกทีคือที่โรงพยาบาล

มิสเส้นเลือดในสมองแตกต้องเข้าผ่าตัดด่วน เพื่อนโทรมาบอกตอนดึก นอนไม่หลับถึงเช้า พอบ่ายก็รีบออกไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล นักเรียนไม่รู้กี่รุ่นออกันอยู่เพียบที่หน้าห้องเยี่ยม แต่ว่าเค้าไม่ให้คนเข้าเยี่ยม โชคดีมากที่เราได้เข้าไป แต่มันก็รู้สึกแย่มากๆ ที่เค้าจำเราไม่ได้ แล้วก็ถามซ้ำๆว่ากลับมาเมื่อไหร่ ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นมิสพึ่งโทรมาถามว่ากลับมาแล้วหรอ สงสัยมาตลอดว่ามิสจะเป็นยังไงบ้าง เพื่อนๆเล่าต่อๆกันว่ามิสไม่ไปสอนที่โรงเรียนแล้ว

อยู่ๆก็มีสายประหลาดโทรเข้ามาตอนเช้า ให้คนอื่นรับให้เพราะเห็นเบอร์แปลกๆ ปรากฎว่าเป็นมิสทองก้อนโทรมาหา ดีใจแทบบ้า ปีกว่าที่ผ่านมากังวลมาก ไม่กล้าโทรไปหาเพราะกลัวเค้าจำไม่ได้ พอได้ยินว่ามิสสบายดีกลับไปสอนมาเกือบปีแล้วก็ดีใจมาาาก อยากจะรีบไปหาแต่งานโค่ดยุ่ง แต่จะต้องรีบไปหาให้ได้

มีประโยคนึงที่มิสพูดขึ้นมาแล้วทำให้เราอึ้งๆไป "มิสหายดีแล้ว ทำงาน นั่งรถเมล์กลับบ้านได้เหมือนเดิมแล้ว"ตอนเด็กๆ กลับมาทีไรจะไปเยี่ยมแล้วก็บ่นๆว่าอยากกลับมาเรียนที่ไทย ตอนนั้นยังปรับตัวไม่ได้ด้วยแหละ มิสก็จะพูดตลอดว่าไม่ได้ ตัดสินใจไปแล้วก็ต้องเคารพการตัดสินใจของตัวเอง ต้องเรียนให้จบให้ได้ แล้วมิสก็จะชอบพูดว่าเอาน่าาาเดี๋ยววันนึงมิสจะส่งลูกชายมิสไปเรียนเป็นเพื่อน

อืมมม วันที่ไปเยี่ยมมิสที่โรงพยาบาลได้มีโอกาสเจอสามี และลูกชายของมิส พาลทำให้นึกถึงสิ่งที่มิสเคยพูดทำให้รู้สึกจุกไปเลย ลูกชายมิสยังเด็กอยู่เลย (เด็กกว่าเราหลายปี) ชีวิตมิสเหน็ดเหนื่อยขนาดนี้ แต่ก็ยังพูดให้กำลังใจเรามาตลอด รู้สึกแย่มาาาาาาก เราไม่เคยรู้เลยว่ามิสต้องเดิน ต้องนั่งรถเมล์กลับบ้าน เคยแต่ได้ยินว่าคนเป็นครูเงินเดือนน้อย แต่ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นยังไง เพราะตอนเด็กๆมีแต่มิสซื้อขนมให้กิน เวรแท้ๆ

ที่ประหลาดก็คือมิสเค้าจำเรื่องนู้นเรื่องนี้ของเราตอนเด็กได้เยอะแยะ ตั้งแต่ daddy ตายไปเราก็คิด+เจียมตัวมาตลอดว่าจะมีผู้ใหญ่อีกกี่คนในโลกนี้ จะมีคนอีกกี่คนที่เค้ายังมีกะใจจะมาจดจำเรื่องของเราตั้งแต่เด็กๆ เรื่องที่เราเองก็ยังไม่ได้ใส่ใจจะจำ 

Saturday/Sunday

chat กับเพื่อนที่ gold coast ไม่ได้ติดต่อกันนานมาก แลก bb pin กันบน msn แล้วก็ใช้เวลาช่วงเช้าวันอาทิตย์ discuss กันเรื่องมดลูกและประจำเดือน -_-" พี่งจะรู้เนี่ยว่าคนไม่คุยกันนานๆเค้าทักทายกันด้วยเรื่องเลือดและมดลูก คิกๆ แต่เอาเหอะมันเป็นประเด็นยอดฮิตของสตรีทั่วโลก โดยเฉพาะสตรีวัยเจริญพันธุ์ และวัยทอง:p

นอกจากคุยกับเพื่อนที่ aus ส่วนใหญ่นอน แล้วก็ฟัง audiobook เมื่อสักพักพึ่งฟัง Beautiful Creatures จบ ตอนจบร้ายกาจจริงๆค่ะ ใครชอบอ่านแนะนำให้ซื้อเลย สนุกมาก แต่ถ้าใครขี้เกียจอ่านเชียร์ให้ซื้อ audiobook จาก audible.com มาฟังนะคะ เพราะว่าฟังเอามันตลกกว่า มันมีตอนตลกเยอะแยะที่ถ้าอ่านเอามันไม่ค่อยขำ อีกอย่างเสียง sound effect กับเพลงประกอบ นี่ให้บรรยากาศมาก ฟัง audio แล้วดีตรงที่ตาไม่พัง แล้วก็บ้านไม่รกด้วย ไม่ต้องซื้อหนังสือมาหมกๆกองๆค่ะ

คิดแล้วก็ขำ ตัวเราทำอาชีพเกี่ยวกับ copyright แต่ดันชอบโหลดบิทซะนี่ อิอิตรงนี้ต้องขอชี้แจงนะเคอะ บางทีก็ไม่ได้อยากจะละเมิด แต่ว่ามันจะมีเรื่อง copyright กับพวก region restrictions หนังสือบางเรื่อง audible เลยไม่เปิดให้คนไทยโหลด งั้นก็ใช้ระบบโจรโลด โหลดบิทๆ แต่มันก็ไม่ดีเท่าของจริงหรอกนะคะ ของฟรีต้องหมุน track wheel หาเองว่าฟังถึงไหน ยิ่งถ้าชอบเผลอหลับนี่ลำบากหน่อย ต้องหมุนหาเอง แต่ถ้าเป็น legal download มันดีตรงที่ว่ามันแบ่ง track ไว้ให้หมด เวลาหาก็สะดวก

Wish List

ตอนนี้ตั้งใจทำงานปั้มตังค์ มีผู้ใหญ่ที่ต้องตอบแทนพระคุณอีกหลายชีวิต ตัวเรากิเลสหนาด้วย ของที่อยากได้มันมีเยอะ อยากตัดแว่นตาใหม่สุดๆเลย ตอนนี้ใส่กรอบเก่าของน้อง+แม่ สองคนนั้นเคยใส่กันมาหมดแล้ว บอกว่าซื้อมาแพง แต่ใส่แล้วไม่ชอบเลยยกให้เราเอาไปทำเลนส์ใส่ต่อเพราะเสียดายของ อยากจะบ้า เราเกลียดแว่นตาที่เป็น metal frame ไม่รู้ภาษาไทยเรียกไร รู้แต่เราต้องใส่กรอบพลาสติกเท่านั้น เน้นๆๆๆๆ เรานั่งยัน นอนยัน ว่ายังไงจะเก็บตังค์ไปตัดแว่นใหม่ให้ได้ ถ้าให้ใส่อย่างอื่นไม่มั่นใจ ไม่กล้าออกจากบ้าน มันรู้สึกเสียself เหมือนกับหมาที่ถูกโกนขนทั้งตัวเลยนะ เข้าใจกันบ้างเด้!

มีอีกๆ อยากได้ Sony Walkman X-Series จะลงแดงตายคลั่งไคล้ไหลหลง เสียงดีมากมี amplifier ในตัว ไปลองฟังมาแล้ว มันสุโก๊ยสุโกยมาก จนเราต้องคิดโกยเงินทั้งกระปุกไปซื้อ เมื่อช่วงปีใหม่ไปดู amp ไว้ ค่าสายค่าไรอีก คิดไว้แล้วว่าต้องมีตังค์อีกขั้นต่ำหลักหมื่นถึงจะซื้อได้ ตอนนี้เปลี่ยนเป้าหมายเก็บเงินซื้อ Sony Walkman ทีเดียวไปเลยดีกว่า แพงไปหน่อยแต่ดีตรงที่ไม่ต้องแบก amp แบกสายมันหลายอย่าง

ยังคงเจ็บใจ ipod เพราะเสียงสู้ Walkman ไม่ได้เลยอ่าา แล้วตอนนั้นบ้าซื้อไปทำไมเนี่ย ipod video ตอนนั้น 80gb ตั้ง $250 เซ็งจิต พูดตรงๆเลย พื้นที่ก็ใช้ไม่หมด แถมกลายเป็นแหล่งซ่องสุมที่เก็บหนังโป๊ของคุณแฟนเก่า ipod กลายเป็น hispod hepod ได้ไงเนี่ย คิดดูกว่าจะมาเห็นว่ามีคน smuggled my ipod with pornography ก็เลิกกันไปแระ บังเอิญเพื่อนมาเปิดเจอ กลายเป็นเดี๊ยนดูสมองกามในสายตาคนอื่นอีก ซวยเจรงๆ ฮาาา

p.s. ได้ bloggie มาแต่ว่าไม่มีปัญญาออกไปข้างนอก เลยยังไม่รู้จะถ่ายอะไร เส้าจิงๆเลย

edit @ 28 Feb 2010 19:34:44 by Mizzpearl

Mahabharata

posted on 13 Jul 2009 00:15 by mizzpearl

Hi guys! I'm on a new mission at the moment. Actually, same old same old task. I have to edit/review the translation of the 'Palace of Illusions'. Now that I've done some research on it, I've started to feel better and I'm proud to make a contribution. But I still insist that I don't like editing or checking the translation. It's the most boring job ever!

At first, I only knew that it's a retelling or condensed version of an old epic story, but I didn't pay much attention. Well, if it was other people, they would have known right away that this is something very important. When Miss Boss appointed me for this task, I was editing 'Haroun and the Sea of Stories', another Indian magical realism by Sir Salman Rushdie. The language was full of pun, and the story was so imaginative. I devoted all my abilities that book, because I loved it so much. But I had to give 'Haroun and the Sea of Stories' to someone else because Miss Boss wanted me to switch to the 'Palace of Illusions'. This upset me, but yeah, I'm okay with it now. 

Salman Rushdie

Before we go into more details. I just want to talk about this first and we'll go back to the Mahabharata later. Some of you might have already known that Sir Salman Rushdie is a famous British Indian author, who's been on the run for most of his entire life. He wrote a book called "The Satanic Verse", which featured the Islamic group and Pakistan. What happened was this satanic book of his seems to have hurt a lot of Muslims' hearts, so the government banned the book, exiled him, and issued the FATWA. Okay, I think I've given enough information why he's always on the run. 

Here is the thing about Rushdie. This old uncle is good at inventing beautiful prose, weaving the most complex tales imaginable, and also insulting the world with his honesty or sometimes jokes, which at times I still found them very funny. However, I guess there're a lot of people who don't find them funny but rather insulting. So be careful, when you choose his works at the book store. Your eyes might be concentrating on the book, and the next minute you lifted up your head, there might be gun pointing at your temple. I'm just scaring you away hehehe. Sorry, I was only joking.  

All of his published works are great though. I haven't read all of them, but I determine to read every single one of them, including the evil one he wrote. Just want to warn readers that if you ever had a chance to read his works, try to be open. Think of his writing as a work of fiction. This old man is accounted for his magical realism style. So, we all know that the places and the background are true, but the storyline isn't. Try not to get angry, just laugh at his perspectives. If you're a Muslim and you consider yourself a religious type, then you should avoid reading this author's works. I'm a hundred per cent sure that his writing would anger you.

Mahabharata 

อ่านมหาภารตะไปสองเล่มแล้ว เล่มนึงของอาจารย์ กรุณา อีกเล่มเป็นของคนอินเดียย่อ ตอนนี้กำลังอ่าน 'ภารตวิทยา' หมดสามเล่มนี้ก็จะ research เพิ่มอีกนิดหน่อยเกี่ยวกับเรื่อง Sanskrit literature แล้วก็จะเริ่มอ่านต้นฉบับและลงมือแก้ไขทันที เหอๆๆอ่านหนังสือสามสี่เล่มเพื่อเรียบเรียงหนังสือเพียงเล่มเดียว -_- โอ้ชีวิต

จะบอกว่าน่าเสียดายมากที่หนังสือของอาจารย์กรุณาไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควรในปัจจุบัน อาจจะเป็นเพราะเก่ามากแล้ว ตอนไปตระเวนหาซื้อพนักงานเข้าไปค้นหาหนังสือเล่มนี้นานมาก ต้องมีอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง คงจะเอาไปหมกไว้ที่ไหนสักแห่งในร้าน พอได้พลิกอ่านดูแล้วก็เห็นป้ายที่หน้าปกก็แอบอึ้งๆไป ว่าหนังสือ 'ภารตะวิทยา' เล่มนี้เป็นหนังสือที่ได้รับการยกย่องว่า เป็น 1 ใน 100 ที่คนไทยควรอ่าน แต่กลายเป็นว่าไม่ค่อยมีใครรู้ แล้วหนังสือก็ไม่มีวางขายด้วยซ้ำ โทรศัพท์ไปสองสามสาขาได้กว่าจะเจอร้านที่มีของ  

หนังสือดีมากๆเลยนะคะ มันจะเป็นที่น่าเสียดายมากถ้าคนไทยไม่ได้อ่าน ถ้าใครว่างๆลองไปหามาอ่านดูนะ ถ้าใครไม่ชอบอ่านหนังสือแนวสารคดีแนะนำให้อ่าน มหาภารตะยุทธ์ รับรองว่าสุดยอด แป๊บเดียวก็อ่านจบ เพราะอ่านแล้วจะติดมาก สนุกกว่า Ramayana ในหนังสือของอาจารย์กรุณาท่านก็มีกล่าวถึงว่า มหากาพย์สองเรื่องนี้เป็มหากาพย์ที่เก่าแก่และโด่งดังที่สุดของชาวอินเดีย แต่ว่า Ramayana เป็นที่รู้จักมากกว่าในประเทศไทยเพราะถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตร ซึ่งถ้าถามความเห็นเรานะ...ผิดมหันต์ เพราะว่ามหาภารตะสนุกกว่ามาก แล้วก็สอนดีมาก คิดเลวๆ (ดังๆ) ก็ต้องบอกว่าพระเอกและผู้ชายในเรื่องนี้แมนกว่าพระรามเยอะอ่ะ บุรุษก็เป็นบุรุษ สตรีก็เป็นสตรีอย่างแท้จริง คิดยังไงก็ยังคิดไม่ออกว่าทำไมไม่บรรจุในหลักสูตร ยกเว้นเรื่องเดียว อันนี้แค่ทายนะ...สงสัยคุณครูคิดว่าไม่เหมาะสมเพราะว่าในเนื้อหามี sexual content ปะปนอยู่ด้วย แต่จริงๆแล้ว Ramayana ก็ไม่ได้เรียนทั้งหมดทุกตอน เรื่องนี้ก็เหมือนกันของจริงยาวตั้ง 100,000 โศลก ยาวกว่า Ramayana อีก ก็ตัดๆเอาตอนที่ไม่มี...มาสอนก็ได้นี่นา แต่เอาเหอะ...โม้อย่างเดียว ไม่เขียนเรืื่องย่อเพราะว่าสะกดชื่อตัวละครยาก เขียนไม่เป็น ขี้เกียจเปิดหนังสือเทียบ ใครสนใจลองไปหามาอ่านดูละกันนะ :) 

Here is the proof that our language, our religion, and our way of life are influenced by the Indians. Read the 'Mahabharata' and you'll understand yourself and your predeccessor better. Enter the land of lotus where you'll learn to forgive, be the master of yourself, and live your life righteously.    

รีวิว Sony Reader

posted on 09 Jul 2009 02:04 by mizzpearl

เอาเรื่องที่สัญญาไว้ก่อนแล้วกันนะ ชีวิตส่วนตัวไว้ที่หลัง (ไม่มีใครสนจายยฮ่าๆๆ) เรื่องที่ไม่ได้สัญญาก็ไว้ที่หลังอุอุ

Review: Sony Reader ตามสัญญา (นานจนลืมละ)

Pros 

มันก็ดีที่ใส่ .pdf ได้เยอะ แต่เอาจริงๆเลยเราว่าเทคโนโลยีตัวนี้ยังพัฒนาไปได้อีกเยอะ ตอนนี้ต้องพูดว่า effective แต่ว่าไม่ efficient ในแง่ของวัตถุประสงค์ในการใช้งานต้องยอมรับว่ามันเป็นเครื่องมือที่ให้ความสะดวกจริงๆ เพราะว่าสามารถพกพาหนังสือหรือต้นฉบับได้ทีนึงเป็นร้อยๆเรื่อง จะเปิดดูตอนไหนก็ได้ (ตราบใดที่มีแบตอ่ะนะ) ปิดไฟอ่านก็ได้

ต่อๆ ข้อดีมีไรหว่า...เอ่อก็ปรับขนาดตัวหนังสือได้ take note เปิดไฟเพิ่มความสว่างขณะอ่านได้ ฟังเพลงได้ แต่ว่าไม่เคยใส่เพลงนะ ขอไม่เม้นเรื่องนี้ จะเม้นอีกทีถ้าเกิดว่ามีโอกาสได้ลองเอา audio book มาใส่นะคะ 

Function ที่ดีมากตัวนึงของเครื่องก็คือสามารถ search หาข้อความที่เราต้องการจะหา แล้วก็มีบันทึกข้อความ ระบุเลขหน้าที่ต้องการจะข้ามไปอ่าน หรือรอยพับมุมหนังสือเพื่อเป็นสัญลักษณ์ 

Cons 

เอาจริงๆเลยต้องบอกว่าเครื่องค่อนข้างช้า ระบบหน้าจอสัมผัสที่ทำจำลองกระดาษสามารถเอามือถูเพื่อเปลี่ยนหน้าได้ แต่จะบอกว่าถูกันขี้ไคลม้วนเป็นขี้ยางลบเลยนะเคอะ เพราะว่ามันต้องถูหน้าจอแรงๆ ไม่งั้นก็จะไม่เปลี่ยนหน้า สรุปว่ากดปุ่ม backward/forward เอาแหละง่ายดี เพราะว่าถูไปมันก็เหมือนเอานิ้วถูกับจอแบนๆเย็นๆ ไม่เหมือนหนังสือหรอก 

ไอ้เรื่องแบตนี่ก็เหมือนกันเป็นข้อเสีย ตรงที่ว่าถ้าอยากสบายต้องซื้อ ac adaptor ต่างหาก ไม่งั้นก็จะต้องซวยชาร์จแบตกับคอม แล้วจะบอกให้ว่าใช้เวลาแค่ชาติเศษๆเองกว่าแบตจะเต็ม เปิดมาแบตก็ไม่ค่อยทนเท่าไหร่ ชั่วร้ายจริงๆ ซื้อของตั้งแพงกะอีแค่ wall charge อันเดียวก็ให้กันมิได้ แต่ก็ช่างเหอะถ้าไม่เห็นแก่ตัวทำของมาเพื่อ serve ของยี่ห้อตัวเองอย่างเดียว จะเรียกว่า sony ได้ไง เฮอะ!

อีกเรื่องก็คือ...เครื่องช้ามาาาาากถ้าเกิดว่าไฟล์ที่ใส่มีขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้นถ้าอยากอ่านแล้วเร็ว เปลี่ยนหน้าแล้วไม่สะดุดก็พยายามทำไฟล์ให้ขนาดเล็กเข้าไว้ เอาแค่มองเห็นก็พอ เพราะว่าสุดท้ายพอเปิดออกมาจอมันก็เป็นขาวดำอยู่แล้ว แถมความเข้มของตัวอักษรก็เป็นสิ่งที่ปรับไม่ได้ มันเข้มสุดแล้ว แต่ก็ยังแอบจืดอยู่ดี ซึ่ง reviewers ส่วนใหญ่บ่นกันเยอะว่ามันจางไป ซึ่งอันนี้พิสูจแล้วด้วยตนเอง จริงค่ะ จริง

ถามว่าทำไมไม่ efficient อืมมมก็อย่างที่บอกมาทั้งหมดแหละค่ะ มันยังมีข้อบกพร่องหลายๆอย่าง บางอารมณ์ก็ hang โง่ไม่น้อยไปกว่าคอมเน่าๆเครื่องนึงเลยล่ะ หุหุหุ ด่าซะขนาดนี้ละ -_-" ถามว่าไม่มีมันได้มั้ย ไม่ได้ค่ะ มันจะช้าแค่ไหนก็ต้องยอม เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะพกหนังสือเป็นสิบเป็น้อยเล่ม 

สรุปให้สั้นๆถ้าใครหวังว่า Ebook Reader จะเหมือนหนังสือจริงเราคิดว่ารอไปก่อนนะจ๊ะ เพราะว่าคงอีกนานเลย หนังสือเหล็กยังไงก็คือหนังสือเหล็ก ความหนักก็ไม่เท่ากัน เวลาอ่านก็ต้องอ่านทีละหน้า เหมือนอ่านทุกอย่างบนหน้ากระดาษขนาด A5 ตลอดเวลา น่ะ

Wish List 

คนเราก็นะ...ไม่วาย มีของใหม่อยากได้อยู่เสมอ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าต้องได้มาหรอกนะ เพราะว่าบังเอิญเป็นคนงก ตระหนี่อภินิหาร แค่เม้าท์ให้ฟังเฉยๆว่าอยากได้อะไร เหตุมันล้วนแล้วเพราะอยากได้ privacy

MacBook Air มี MacBook Pro อยู่แล้วจะเอาอีกไปทำไม ก็...อยากได้เครื่องที่เราใช้คนเดียวอ่ะ เครื่องของที่บริษัทออกให้ สุดท้ายทุกครั้งมีงานเร่งก็ต้องแบ่งให้คนอื่นใช้อยู่ดี ของรก มีทั้งของเรา และของเพื่อนร่วมงาน อยากมีพื้นที่ส่วนตัว แต่จะให้ซื้อ MacBook Pro อีกเครื่องไม่มีปัญญาหรอก แพงเกิน อีกอย่างมันหนักด้วย หวังแค่ MacBook Air ก็แล้วกัน คิดว่าจะไปเอาเครื่อง MacBook เครื่องเก่ามาใช้ หลงดีใจมาเกือบสองปีว่าได้ตัวได้ใช้คอมใหม่ ที่ไหนได้...

iPhone 3GS (ถ้ามันดี) ก็อีกอ่ะมี BB อยู่แล้วจะเอา smart phone สักกี่เครื่องกัน เหมือนเจ็บใจ iphone 3G น่ะ ก็มันห่วยแล้วเราไม่รู้ แม่ได้มาเป็นของขวัญ เค้าขอแลกกับรุ่นแรก ก็เลยแลก เพราะว่าคิดว่ามันคงเหมือนๆกันแหละ ไงล่ะๆ ไม่เห็นเหมือน ห่วยมาก ทุกวันนี้มีไว้ก็ไม่โทรออก คิดดู โทรก็ไม่โทร เพลงก็ไม่ฟัง หนังก็ไม่ดู มีไว้แค่ถ่ายรูป ดู contact จดโน๊ต อนาถ อยากขายทิ้งด่วนๆ เห้อ...ไอ้เรื่องอยากซื้อ 3GS นี่พูดไปงั้นอ่ะตังค์ไม่มี ไว้รอมีเงินก่อนละกันค่อยว่ากันอีกทีว่าจะขายเครื่องเก่าทิ้ง เหตุผลก็ตามเดิม...อยากมีพื้นที่ส่วนตัว BB มีแต่งานของบริษัท บางทีก็ต้องเปิดให้คนอื่นดู อยากมีที่ของตัวเอง แต่เอาแบบที่มันใช้การดีดีหน่อยนะ ไม่ใช่เน่าๆแบบ iphone 3G อันนี้มันมีแต่พื้นที่จริงๆ 16gb ที่แทบไม่ได้บรรจุอะไรเข้าไปเลยยยยยย 

ชีวิตมีความลับอะไรนักหนาถึงอยากได้ privacy ซะขนาดนี้? เอาจริงๆเลยไม่มี แต่ไม่ชินมากกว่า เพราะที่ผ่านมาเคยชินกับการใช้ข้าวของคนเดียวไม่ต้องแบ่ง ไม่ต้องโชว์ใคร ทุกวันนี้อีเมล์แม่ก็มายืนจ้อง มานั่งอ่านด้วย คอมก็ต้องแบ่งกันใช้ อยากมีพื้นที่ที่เราสามารถจัดระเบียบเองได้  

Manicure/Pedicure (Being natural again!)

วันนี้ไปเอา Acrylic nail ออกเพราะว่ามันน่ารำคาญ เข้าไปทำอย่างเสียไม่ได้ ปกติมีร้านประจำอยู่แล้ว แต่ว่าอันนี้เดินผ่านที่สยามแล้วมันรำคาญมากไม่มีเวลา เล็บมันยาวก็เลยเข้าไปถอดทิ้งหมดเลย ไม่อยากทำเล็บแล้ว ขี้เกียจ ทำที 3 ชั่วโมง เดือนนึงค่าทำ 4000 (นี่ราคาลดแล้วนะ) เลิกเหอะ เปลืองตังค์ แถมทำแล้วมี commitment ต้องคอยไปทำไปต่อเรื่อยๆ เราไม่ชอบ ไว้ค่อยไปทำวันหลังละกัน

จะบอกว่าร้านที่เข้าไปทำวันนี้นะ...ดูไม่สะอาด แล้วก็ไม่สะอาดจริงๆอ่ะ เราไม่เลือกร้านไงเดินผ่านแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าอยากทำก็ทำเลย หน้าตาร้านก็ตามมีตามเกิด ช่างก็มีจำนวนจำกัด แบบว่าผลัดไปผลัดมา ช่างคนเดียวทำ 6 เท้า อะไรแบบนั้น แต่ตอนที่เราเข้าไปมันไม่มีคนอ่ะ กะว่าถ้าเค้าบอกว่ารอเราก็ไม่ทำ แต่เค้าบอกว่าทำได้เลยก็เลยทำ แต่ช่างก็มารยาทดีมากนะจะบอกให้ แค่ว่าสตรีท่านใดอยากทำเล็บ เราว่าไปทำที่อื่นเหอะ ร้านนี้...ทำแล้วมันเละเทะมากมาย ก็ว่าอยู่แล้วเกิดมาพึ่งเคยเจอถอดเล็บอะไรวะ 500 ปกติที่เคยเห็นมันต้องมี 1000-1200 เพราะว่ามันใช้เวลานานกว่าจะถอดเสร็จ ถอดไม่ดีหน้าเล็บก็เจ๊งอีก (เจ๊งแล้วด้วย) แต่ร้านนี้สามารถถอดเร็วและเละไปหน่อย ไม่ใช่หน่อยอ่ะ เละมาก หน้าเล็บบางจนกลัววววว 

ที่คันปากอยากจะแขวะนี่ไม่ใช่เรื่องช่างทำเล็บหรอก อยากแขวะคนที่เข้ามาร้านนี้มากกว่า แปลกมั้ย ร้านที่หน้าตาแย่ๆขนาดนี้ คนที่เดินเข้ามาทุกคนเป็นคนไทยที่พูดภาษาอังกิดกันหมดเลย แล้วแถมยังทำมารยาทไม่ดีด้วย เวลาพูดไทยกับช่างทำเล็บนี่น่าเกลียดเหลือทน เวลาพูดกันเองก็ทำเป็นไฮโซ เบื่อพวก poor english ติด heavy accent ที่ชอบทำเป็นอวดว่ะ ทำเป็นพูดกับคนอื่นเค้าไม่ดีๆ เราเป็นช่างทำเล็บจะเอาน้ำล้าง teen นี่แหละราดหัว เผื่อจะพูดอังกิดชัดและมีมารยาทให้มันมากกว่านี้หน่อย ขอบอกว่าแย่ๆๆๆ แล้วแต่ละคนก็นะ...มีแต่พวก wannabe พยายามทำท่าประหนึ่งเป็นลูกท่านที่ไหน อยากบอกว่า...ถ้าคนเค้าเนี๊ยบจริงเค้าไม่มาร้านนี้กันหรอก แล้วก็ไม่แต่งตัวหรือแสดงมารยาทแบบไม่ได้รับการอบรบแบบนี้ด้วย กำพืดจริงเป็นเช่นไรจะแสดงออกมาให้โจ่งแจ่งกว่านี้เลยก็ได้นะฮ่าๆๆ ไม่จำเป็นต้องพยายามเสแสร้งแกล้งไฮโซหรอก ร้านมันแคบคุณพูดไรกันได้ยินหมดแหละ 

อ้อ...ไปวันนี้ทีเดียวแล้วก็ต้องพูดว่า...สิ่งที่แม่เลือกให้มักจะดีที่สุดแล้วล่ะ แม่บอกอยู่เรื่อยว่าคนที่อายุน้อยกว่ามักไม่ค่อยรู้ว่าสิ่งไหนดีที่สุด (แต่เข้าใจผิดไปเองว่าตัวเองฉลาดและเลือกเก่ง) พึ่งจะประจักษ์ก็วันนี้แหละ ถ้ามีต้องทำเล็บอีกก็คงยอมจ่ายแพงเหมือนเดิมดีกว่า เพราะว่ายังไงก็คือร่างกายเราอ่ะนะ ควรจะลงทุน เพราะถ้าเป็นไรไปนิดๆหน่อยๆก็ไม่คุ้ม แล้วมันก็ไม่คุ้มเลยต้องไปนั่งในที่ไม่สะอาด นั่งฟังคนพูดจาห่วยๆมารยาทแย่ๆ แล้วยังต้องรับกรรมเลี้ยงเล็บอีกนานเลยจนกว่าเล็บจะดีขึ้น พึ่งจะรู้นะเนี่ยว่าถ้าเล็บเราบางเจี๊ยบทั้งมือมันจะรู้สึกแย่มาก แค่พิมพ์คอมก็เจ็บแล้วอ่ะ ต้องคอยระวังฉีกเข้าเนื้อ ดูแล้วอันตราย พารานอยอีกแล้ว เห้อ... 

P.S. ถ้าไปคลุกคลีแถวสยามบ่อยต้องกลายเป็นคนปากเสียด่าคนอืื่นมากกว่านี้แน่ๆเลย กร๊ากๆๆ 

P.S. เบื่องาน เบื่อมาก ถึงมากที่สุด เบื่อชีวิต เบื่อสภาพ โค่ดเซ็ง ไม่รู้จะบรรยายยังไงดี เหนื่อยมาก แหวะๆๆๆๆ